Member Login   |  



สถิติผู้ชมเว็บไซต์








สาระน่ารู้เรื่องกรดไหลย้อน


 

 

โรคกรดไหลย้อน

หมายถึงภาวะที่กรดหรือน้ำย่อยในกระเพาะไหลย้อนมาในหลอดอาหาร ทำให้เกิดการอักเสบของหลอดอาหาร ผู้ป่วยจะมีอาการเจ็บหน้าอก



 


 

โครงสร้างของกระเพาะอาหาร

มื่อเรารับประทานอาหารทางปาก อาหารจะถูกเคี้ยว และกลืนเข้าหลอดอาหาร อาหาร จะถูกบีบไล่ไปยังกระเพาะอาหาร ระหว่างรอยต่อของกระเพาะอาหาร และหลอดอาหารจะมีหูรูด หรือที่เรียกว่า Sphincter ทำให้ที่ปิดมิให้อาหารหรือกรดไหลย้อนกลับไปยังหลอดอาหาร เมื่ออาหารอยู่ในกระเพาะจะมีกรดออกมาจำนวนมาก เมื่ออาหารได้รับการย่อยแล้วจะถูกการบีบไปยังลำไส้เล็ก ดังนั้นหากมีกรดไหลย้อนไปยังหลอดอาหารก็จะมีอาการเจ็บหน้าอก

 

โรคกรดไหลย้อนคืออะไร

คือภาวะที่กรดไหลย้อนจากกระเพาะอาหารไปยังหลอดอาหารทำให้เกิดอาการเจ็บแน่นหน้าอก หรือแสบหน้าอก บางครั้งอาจจะรู้สึกรสเปรี้ยว

 

สาเหตุของกรดไหลย้อน

•             Hiatal hernia (คือโรคที่เกิดจากกระเพาะอาหารส่วนต้นเข้าไปในกำบังลม)

•             ดื่มสุรา

•             อ้วน

•             ตั้งครรภ์

•             สูบบุหรี่

•             อาหารรสเปรี้ยว เผ็ด อาหารมักดอง อาหารมัน อาหารย่อยยาก

•             ทานอาหารมากจนอิ่มเกินไป

•             ช้อกโกแลต กาแฟ น้ำอัดลม

•             คนเครียด

•             อาหารมัน ของทอด

•             หอม กระเทียม       มะเขือเทศ


อาการของกรดไหลย้อน

อาการทางหลอดอาหาร

•             อาการปวดเสบร้อนบริเวณหน้าอก และลิ้มปี่ที่เรียกว่าร้อนใน (heart burn) บางครั้งอาจจะร้าวไปที่คอได้

•             รู้สึกมีก้อนอยู่ในคอ

•             กลืนลำบาก หรือกลืนแล้วเจ็บ

•             เจ็บคอหรือแสบลิ้นเรื้อรัง โดยเฉพาะในตอนเช้า

•             รู้สึกเหมือนมีรสขมของน้ำดี หรือมีรสเปรี้ยวของกรดในคอหรือปาก

•             มีเสมหะอยู่ในคอ หรือระคอตลอดเวลา

•             เรอบ่อย คลื่นไส้

•             รู้สึกจุกแน่นอยู่ในหน้าอก คล้ายอาหารไม่ย่อย


อาการทางกล่องเสียง และปอด

•             เสียงแหบเรื้อรัง หรือแหบเฉพาะตอนเช้าหรือมีเสียงผิดปกติจากเดิม

•             ไอเรื้อรัง

•             ไอ หรือ รู้สึกสำลักในเวลากลางคืน

•             กระแอมไอบ่อย

•             อาการหอบหืดแย่ลง

•             เจ็บหน้าอก

•             เป็นโรคปอดอักเสบเป็น ๆ หาย ๆ


การรักษากรดไหลย้อน

การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม

•             ลดน้ำหนักสำหรับผู้ที่มีน้ำหนักเกิน เพราะคนอ้วนจะมีความดันในช่องท้องสูงทำให้กรดไหลย้อนได้มาก

•             งดบุหรี่เพราะการสูบบุหรี่จะทำให้เกิดกรดมาก และหูรูดอ่อนแรง

•             ใส่เสื้อหลวม ๆ

•             ไม่ควรจะนอน ออกกำลังกาย หรือยกของหนักหลังออกกำลังกาย

•             งดอาหารก่อนนอน 3 ชั่วโมง

•             งดอาหารมัน ๆ อาหารทอด อาหารที่ปรุงด้วยหัวหอม กระเทียม มะเขือเทศ ช้อกโกแลต ถั่ว ลูกอม เนย ไข่ เผ็ด เปรี้ยว เค็มจัด

•             รับประทานอาหารพออิ่ม

•             หลีกเลี่ยง ชา กาแฟ น้ำอัดลม เบียร์ สุรา

•             นอนหัวให้สูงประมาณ 6-10 นิ้ว โดยหนุนที่ขาเตียง ไม่ควรใช้หมอนหนุนที่ศีรษะเพราะทำให้ความดันในช่องท้องสูง

•             รับประทานอาหารมื้อเล็ก ๆ

•             ควรจะเข้านอนหรือเอนกายหลังจากรับประทานอาหารไปแล้วอย่างน้อย 3 ชั่วโมง

•             ผ่อนคลายความเครียด


การรักษาด้วยยา

•             Antacids เป็นยาตัวแรกที่ใช้ สำหรับผู้ป่วยที่อาการไม่มาก

•             ใช้ยา proton pump inhibitor ซึ่งเป็นยาที่ลดกรดได้เป็นอย่างดีอาจจะใช้เวลารักษา1-3 เดือน เพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมได้ก็อาจจะลดยาลงได้ยาที่นิยมใช้ได้แก่ Omeprazole , Lansoprazole, Pantoprazole, Rabeprazole และ Esomeprazole

•             หลีกเลี่ยงยาบางชนิดที่ทำให้กระเพาะหลั่งกรดมาก หรือทำให้หูรูดหย่อน เช่น ยาแก้ปวด Aspirin, NSAID, VITAMIN C

หากให้ยาแล้วอาการไม่ดีขึ้นควรจะต้องตรวจเพิ่มเติม ได้แก่

•             การกลืนแป้งตรวจกระเพาะ

•             การส่องกล้องตรวจกระเพาะ

การรักษาโดยการผ่าตัด จะผ่าตัดในผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง รักษาด้วยวิธีอื่นแล้วไม่ได้ผล

 

โรคแทรกซ้อน

•             หลอดอาหารที่อักเสบอาจจะทำให้เกิดแผล และมีเลือดออด หรือหลอดอาหารตีบทำให้กลืนอาหารลำบาก

•             อาจจะทำให้โรคปอดแย่ลง เช่นโรคหอบหืดเป็นมากขึ้น ไอเรื้อรัง ปอดอักเสบ


จะไปพบแพทย์เมื่อไร ผู้ป่วยส่วนใหญ่อาการจะไม่รุนแรง หากมีอาการดังต่อไปนี้ให้รีบพบแพทย์

•             อาเจียนบ่อย หรือมีเลือดปน

•             กลืนติด หรือกลืนลำบาก

•             อุจาระสีดำ หรือมีเลือดปน

•             อ่อนเพลีย ซีด

•             น้ำหนักลดอย่างต่อเนื่องโดยไม่มีสาเหตุ

•             รับประทานยาแล้วอาการยังไม่ดีขึ้น

 

ที่มา เว็บบอร์ดโรงพยาบาลพนมสารคาม